นักจิตวิทยาเปิดคลินิกได้ไหม และมีข้อกำหนดทางกฎหมายอย่างไรบ้างในประเทศไทย?
นักจิตวิทยาสามารถเปิดคลินิกได้เฉพาะผู้ที่ได้รับใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ สาขาจิตวิทยาคลินิก ตามพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 และได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 จากกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น

คำตอบโดยตรงสำหรับคำถามที่ว่า นักจิตวิทยา เปิดคลินิก ได้หรือไม่ คือท่านสามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย หากท่านเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาจิตวิทยาคลินิก จากคณะกรรมการวิชาชีพสาขาจิตวิทยาคลินิก ตามพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 และยื่นขอจัดตั้งสถานพยาบาลตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 กับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข การเปลี่ยนผ่านจากการเป็นนักจิตวิทยาประจำสถาบันมาสู่การเปิดบริการคลินิกเดี่ยวของตนเอง ถือเป็นก้าวสำคัญทางวิชาชีพที่ต้องอาศัยการวางแผนอย่างรอบคอบ ทั้งในแง่การบริหารงาน ขอบเขตทางกฎหมาย และการบริหารความเสี่ยงทางคลินิก หากท่านกำลังเตรียมความพร้อมในด้านคุณสมบัติ สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่คู่มือ ใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ สาขาจิตวิทยาคลินิก เพื่อตรวจสอบเกณฑ์การขึ้นทะเบียนวิชาชีพ
นักจิตวิทยาสาขาใดบ้างที่มีสิทธิ์เปิดคลินิกตามกฎหมายไทย?
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดประการหนึ่งในหมู่ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพจิต คือการเข้าใจว่าผู้สำเร็จการศึกษาด้านจิตวิทยาทุกสาขาสามารถเปิดคลินิกได้ แต่ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 ได้ระบุรับรองเฉพาะ "สาขาจิตวิทยาคลินิก" ให้เป็นสาขาการประกอบโรคศิลปะที่ต้องมีใบอนุญาตในการประกอบวิชาชีพเพื่อทำการตรวจ วินิจฉัย และบำบัดความผิดปกติทางจิต
ในขณะเดียวกัน พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 กำหนดไว้อย่างเข้มงวดว่า คำว่า "คลินิก" เป็นชื่อเฉพาะทางกฎหมายที่ใช้เรียกสถานพยาบาลประเภทที่ไม่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน ซึ่งได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ดังนั้น ผู้มีสิทธิ์ยื่นขอเปิดสถานพยาบาลประเภท "คลินิกเฉพาะด้านจิตวิทยาคลินิก" จึงจำกัดเฉพาะผู้ที่ถือใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ สาขาจิตวิทยาคลินิก เท่านั้น หากผู้ประกอบวิชาชีพที่ไม่มีใบอนุญาตดังกล่าวใช้คำว่าคลินิก จะเข้าข่ายการกระทำความผิดตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ทันที
สำหรับเพื่อนร่วมวิชาชีพในสาขาอื่น เช่น นักจิตวิทยาการปรึกษา (Counseling Psychologist) หรือนักจิตวิทยาพัฒนาการ แม้จะไม่สามารถเปิดเป็นคลินิกตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ได้ แต่ท่านยังคงสามารถจัดตั้งสำนักงานบริการด้านจิตวิทยา หรือ "ศูนย์ให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา" ในรูปแบบนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ โดยต้องไม่มีการใช้คำว่าคลินิกในชื่อสถานที่ และต้องไม่โฆษณาหรือให้บริการที่เข้าข่ายการวินิจฉัยโรคทางจิตเวชหรือการบำบัดรักษาโรคตามพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542
คลินิกจิตวิทยาคลินิกกับศูนย์ให้คำปรึกษาทางจิตวิทยามีความแตกต่างกันอย่างไร?
การเลือกรูปแบบการจัดตั้งหน่วยบริการส่งผลโดยตรงต่อขอบเขตการปฏิบัติงาน ภาระภาษี และข้อกำหนดด้านมาตรฐานอาคารสถานที่ ผู้ประกอบวิชาชีพจำเป็นต้องประเมินเป้าหมายทางคลินิกของตนเอง เพื่อเลือกจดทะเบียนให้สอดคล้องกับระเบียบราชการที่กำกับดูแล
| ประเด็นการเปรียบเทียบ | คลินิกเฉพาะด้านจิตวิทยาคลินิก | ศูนย์ให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา |
|---|---|---|
| กฎหมายหลักที่ควบคุม | พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 | ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ |
| หน่วยงานผู้อนุญาต | กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข | กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ |
| คุณสมบัติผู้ยื่นขอจัดตั้ง | ต้องมีใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ สาขาจิตวิทยาคลินิก | บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลทั่วไป |
| ขอบเขตการให้บริการ | การตรวจวินิจฉัยทางจิตวิทยาคลินิก การบำบัดรักษาทางจิต | การให้คำปรึกษา พัฒนาศักยภาพ การปรับพฤติกรรม |
| การใช้แบบประเมินทางคลินิก | ทำได้เต็มรูปแบบตามมาตรฐานวิชาชีพ | จำกัดเฉพาะแบบประเมินที่ไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัยโรค |
| มาตรฐานสถานที่ | ต้องผ่านการตรวจรับรองตามเกณฑ์สถานพยาบาล | เป็นไปตามมาตรฐานอาคารพาณิชย์ทั่วไป |
ความแตกต่างข้างต้นส่งผลต่อการวางโครงสร้าง ค่าบริการและอัตราค่าปรึกษา เนื่องจากคลินิกที่อยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงสาธารณสุขจะมีต้นทุนการปฏิบัติตามมาตรฐานสถานที่และระบบเวชระเบียนที่สูงกว่า แต่ก็สามารถรองรับกลุ่มผู้รับบริการที่มีพยาธิสภาพทางจิตเวชหรือต้องการรายงานผลการตรวจทางจิตวิทยาคลินิก (Psychological Report) เพื่อใช้ในกระบวนการรักษาทางการแพทย์ได้อย่างถูกต้อง
มาตรฐานสถานที่และเครื่องมือสำหรับคลินิกจิตวิทยาคลินิกมีข้อกำหนดอย่างไร?
การขออนุญาตจัดตั้งสถานพยาบาลตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 กำหนดให้พื้นที่ของคลินิกต้องผ่านการตรวจสอบด้านสุขอนามัย ความปลอดภัย และการปกป้องสิทธิส่วนบุคคลของผู้รับบริการอย่างเข้มงวด โดยกองสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ มีเกณฑ์กำหนดโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญดังต่อไปนี้
ห้องให้การปรึกษาและตรวจวินิจฉัยต้องมีความมิดชิดเพียงพอเพื่อป้องกันการได้ยินจากภายนอก ซึ่งเป็นมาตรฐานจริยธรรมสำคัญด้านการรักษาความลับของผู้รับบริการ ขนาดพื้นที่ต้องได้มาตรฐานตามที่ระเบียบกระทรวงสาธารณสุขกำหนด มีระบบระบายอากาศที่เหมาะสม และการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยทางกายภาพของผู้ประกอบวิชาชีพ โดยมีทางออกที่ไม่มีสิ่งกีดขวางในกรณีที่ผู้รับบริการเกิดภาวะกระวนกระวายหรือมีพฤติกรรมก้าวร้าวเฉียบพลัน
นอกจากนี้ ตู้เก็บแบบทดสอบทางจิตวิทยาคลินิกและเอกสารประวัติผู้รับบริการต้องเป็นระบบปิดที่มีกุญแจล็อกหรือมีระบบจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงอย่างรัดกุม เพื่อป้องกันการรั่วไหลของเครื่องมือวัดทางจิตวิทยาตามมาตรฐานจรรยาบรรณวิชาชีพของคณะกรรมการวิชาชีพสาขาจิตวิทยาคลินิก
ความรอบคอบในการจัดทำเวชระเบียนและระบบส่งต่อผู้รับบริการเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉินทางจิตเวช คือหัวใจสำคัญที่ช่วยปกป้องความปลอดภัยของผู้รับบริการและความยั่งยืนในวิชาชีพของท่าน
บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ดำเนินการสถานพยาบาลมีขอบเขตแค่ไหน?
ตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 โครงสร้างการบริหารคลินิกจะแบ่งออกเป็นสองบทบาทหลัก ได้แก่ "ผู้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล" (เจ้าของสถานที่หรือผู้ลงทุน) และ "ผู้ดำเนินการสถานพยาบาล" (ผู้ควบคุมดูแลงานด้านวิชาชีพ)
ผู้ดำเนินการสถานพยาบาลจะต้องเป็นนักจิตวิทยาคลินิกที่มีใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ สาขาจิตวิทยาคลินิก ซึ่งออกโดยคณะกรรมการวิชาชีพสาขาจิตวิทยาคลินิก และต้องอยู่ปฏิบัติงานจริงตามเวลาที่ยื่นจดทะเบียนไว้กับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ โดยมีหน้าที่รับผิดชอบตามกฎหมายดังนี้:
- ควบคุมดูแลการประกอบโรคศิลปะในคลินิกให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพและจริยธรรม
- จัดทำและเก็บรักษาเวชระเบียนของผู้รับบริการไม่น้อยกว่าระยะเวลา 5 ปี ตามที่กฎกระทรวงกำหนด
- ควบคุมการโฆษณาของสถานพยาบาลมิให้เข้าข่ายการโอ้อวดสรรพคุณหรือสร้างความเข้าใจผิดแก่ประชาชน ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการโฆษณาหรือประกาศเกี่ยวกับสถานพยาบาล
- จัดให้มีอุปกรณ์และแผนเผชิญเหตุสำหรับผู้รับบริการที่มีภาวะวิกฤตทางอารมณ์หรือพฤติกรรม
การจัดบริการจิตวิทยาผ่านช่องทางออนไลน์มีแนวทางทางวิชาชีพอย่างไร?
การให้บริการทางจิตวิทยาผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (Telepsychology) กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย แต่การดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องยึดถือมาตรฐานความปลอดภัยทางเทคโนโลยีและจริยธรรมทางคลินิกอย่างเคร่งครัด สมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA Guidelines for the Practice of Telepsychology) ได้กำหนดแนวทางสำคัญที่ผู้ปฏิบัติงานควรยึดถือเป็นแนวปฏิบัติสากล
ประการแรก แพลตฟอร์มที่ใช้ในการสื่อสารต้องมีระบบการเข้ารหัสข้อมูลตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง (End-to-End Encryption) เพื่อป้องกันการดักฟังหรือการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ ผู้ประกอบวิชาชีพต้องจัดทำเอกสารแสดงความยินยอมในการรับบริการทางไกล (Telehealth Informed Consent) ซึ่งชี้แจงข้อจำกัดทางเทคนิคและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นอย่างชัดเจน
ประการสำคัญที่สุดคือการวางระเบียบปฏิบัติด้านความปลอดภัยในภาวะฉุกเฉิน ผู้ประกอบวิชาชีพต้องขอข้อมูลที่อยู่จริงและเบอร์ติดต่อบุคคลใกล้ชิดของผู้รับบริการไว้ล่วงหน้าเสมอ หากพบกรณีวิกฤตที่มีความเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น ต้องดำเนินการประสานส่งต่อโรงพยาบาลที่มีแผนกจิตเวชที่ใกล้ที่สุด หรือแนะนำให้ติดต่อสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ในทันที โดยห้ามพยายามจัดการภาวะวิกฤตรุนแรงผ่านระบบออนไลน์เพียงลำพัง
ขั้นตอนการเตรียมตัวสำหรับนักจิตวิทยาที่ต้องการเปิดสถานพยาบาลมีอะไรบ้าง?
หากท่านพิจารณาแล้วว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนและพร้อมที่จะดำเนินงานในรูปแบบคลินิกเฉพาะทาง การเตรียมเอกสารและการดำเนินการตามลำดับขั้นตอนจะช่วยลดระยะเวลาในการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ลงได้อย่างมาก
- ตรวจสอบความพร้อมของใบอนุญาตวิชาชีพ: ตรวจสอบสถานะใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาจิตวิทยาคลินิก ของตนเองว่าได้รับการต่ออายุอย่างถูกต้องตามข้อบังคับของคณะกรรมการวิชาชีพสาขาจิตวิทยาคลินิก
- คัดเลือกและปรับปรุงสถานที่: จัดเตรียมสถานที่ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กองสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กำหนด โดยเฉพาะเรื่องการเก็บเสียง ขนาดห้อง และห้องน้ำที่ถูกสุขลักษณะ
- จัดเตรียมเอกสารและยื่นขออนุญาต: ยื่นคำขอรับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล (แบบ ส.พ. 1) และคำขอรับใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาล (แบบ ส.พ. 5) ต่อศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในพื้นที่
- วางระบบจัดเก็บเวชระเบียนและความปลอดภัยของข้อมูล: ออกแบบกระบวนการจัดเก็บประวัติการบำบัดรักษาให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และระเบียบกระทรวงสาธารณสุข
- สร้างเครือข่ายส่งต่อทางการแพทย์: สร้างข้อตกลงหรือช่องทางประสานงานกับจิตแพทย์และโรงพยาบาลเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้รับบริการที่มีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาทางยาควบคู่ไปด้วย
ข้อมูลในบทความนี้เป็นข้อมูลวิชาชีพทั่วไป มิใช่คำแนะนำทางกฎหมาย ภาษี หรือการกำกับดูแลทางคลินิก (Clinical Supervision) โปรดตรวจสอบข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ที่มีผลผูกพันทางกฎหมายโดยตรงกับกองการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข
สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพที่สนใจขยายการให้บริการ โครงการนักจิตวิทยารุ่นบุกเบิกของ Seansly กำลังเปิดรับสมัคร ให้ท่านเข้าร่วมลงทะเบียนเพื่อสร้างช่องทางการทำงานร่วมกับระบบคลินิกของเรา
ทีม Seansly
บทความนี้อ้างอิงกรอบแนวคิดและแหล่งที่มาที่ระบุชื่อไว้ และไม่ได้ผ่านการตรวจโดยแพทย์หรือนักจิตวิทยาคลินิก
คุณเป็นนักจิตวิทยาใช่ไหม
คำขอที่ตรงกับภาษาและหัวข้อของคุณจะส่งมาถึงคุณ คุณส่งข้อเสนอแล้วผู้รับบริการเป็นผู้เลือก ไม่มีค่าคอมมิชชันจากค่าบริการต่อครั้ง
สมัครเป็นนักจิตวิทยาผู้ก่อตั้งบทความที่คุณอาจสนใจ
- การหาผู้รับบริการงานนักจิตวิทยาออนไลน์เริ่มต้นอย่างไร และผู้ประกอบวิชาชีพต้องเตรียมความพร้อมด้านใดบ้างในการเปิดรับบริการทางไกล?งานนักจิตวิทยาออนไลน์เริ่มต้นจากการวางระบบเทคโนโลยีที่ปลอดภัยตามมาตรฐานจริยธรรม การกำหนดขอบเขตทางคลินิกสำหรับการให้คำปรึกษาทางไกล และการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายของวิชาชีพเพื่อส่งมอบการดูแลที่มีประสิทธิภาพแก่ผู้รับบริการอ่าน 8 นาที
- ใบอนุญาตและการขึ้นทะเบียนการสอบใบประกอบ นักจิตวิทยาคลินิกมีขั้นตอน เกณฑ์คุณสมบัติ และเนื้อหาการประเมินอย่างไร?การสอบใบประกอบ นักจิตวิทยาคลินิกกำหนดให้ผู้สมัครที่สำเร็จการศึกษาและฝึกงานครบตามเกณฑ์ เข้ารับการทดสอบความรู้ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเพื่อขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะอ่าน 9 นาที
- การหาผู้รับบริการการเปิดรับสมัคร นักจิตวิทยา มีทิศทางอย่างไร และผู้ประกอบวิชาชีพควรเตรียมตัวอย่างไรเพื่อเข้าสู่ระบบงาน?การเปิดรับสมัคร นักจิตวิทยา เน้นการคัดกรองคุณวุฒิตรงสาขา การมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพตามกฎหมาย และความพร้อมในการปฏิบัติงานบริบาลสุขภาพจิตทั้งในหน่วยงานรัฐ โรงพยาบาลเอกชน และระบบออนไลน์อ่าน 8 นาที