คู่มือ
แพนิกและความวิตกกังวลอ่าน 7 นาที

โรคแพนิคคืออะไร และมีเกณฑ์แยกแยะอย่างไรจากอาการตื่นตระหนกทั่วไป?

โรคแพนิคคือภาวะวิตกกังวลที่เกิดการตื่นตระหนกรุนแรงซ้ำๆ โดยมีเกณฑ์แยกแยะจากอาการตื่นตระหนกทั่วไปตรงที่ผู้มีอาการกังวลล่วงหน้าจนเปลี่ยนพฤติกรรมประจำวัน

ทีม Seansly

โรคแพนิคคือความผิดปกติทางอารมณ์ในกลุ่มโรควิตกกังวล ที่ผู้มีอาการต้องเผชิญกับอาการตื่นตระหนกอย่างรุนแรงและกะทันหันซ้ำๆ โดยไม่มีภัยอันตรายที่เกิดขึ้นจริงตรงหน้า สำหรับคนที่กำลังค้นหาข้อมูลอยู่กลางดึกด้วยความหวาดหวั่น อาการหัวใจเต้นรัว หายใจไม่อิ่ม หรือแน่นหน้าอก อาจทำให้รู้สึกราวกับร่างกายกำลังเผชิญกับโรคร้ายแรง แต่ในความเป็นจริง นี่คือปฏิกิริยาของระบบเตือนภัยอัตโนมัติในร่างกายที่ทำงานผิดจังหวะ

หลายคนมักสับสนระหว่างการเกิดอาการตื่นตระหนกเพียงครั้งคราวกับการเป็นโรคแพนิค อาการตื่นตระหนกสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนเมื่อเผชิญความเครียดสะสม แต่ภาวะนี้จะกลายเป็นโรคแพนิคเมื่อมีความกลัวต่อความกลัว (Fear of Fear) เกิดขึ้นตามมาอย่างต่อเนื่อง จนเริ่มหวาดระแวงและปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้อาการกำเริบอีก

โรคแพนิคคืออะไรในทางการแพทย์และจิตวิทยา?

ตามคู่มือการวินิจฉัยโรคทางจิตเวช DSM-5 ของสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน (APA) โรคแพนิคถูกจัดเป็นโรคในกลุ่มโรควิตกกังวล โดยมีลักษณะสำคัญคือการเกิดอาการตื่นตระหนกเฉียบพลันซ้ำๆ ที่ไม่สามารถคาดเดาได้ อาการมักพุ่งสู่จุดสูงสุดภายในไม่กี่นาที และต้องมีเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้นานอย่างน้อยหนึ่งเดือนขึ้นไป

ข้อแรกคือความวิตกกังวลล่วงหน้าอย่างต่อเนื่องว่าจะเกิดอาการขึ้นมาอีก หรือกังวลเกี่ยวกับผลลัพธ์ของอาการ เช่น กลัวว่าจะหมดสติหรือสูญเสียการควบคุม ข้อสองคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างผิดรูปเพื่อหลีกเลี่ยงอาการ เช่น การไม่กล้าเดินทางไกล หรือไม่ยอมออกกำลังกาย ทั้งนี้ อาการทั้งหมดต้องไม่ได้เกิดจากสารเคมี ยา หรือโรคทางกายอื่นๆ

อาการตื่นตระหนกทั่วไปกับโรคแพนิคมีเกณฑ์แยกแยะอย่างไร?

การเข้าใจความแตกต่างระหว่างสองภาวะนี้ช่วยคลายความกังวลใจและช่วยให้ประเมินสถานการณ์ได้อย่างตรงจุด:

มิติการเปรียบเทียบอาการตื่นตระหนกทั่วไป (Panic Attack)โรคแพนิค (Panic Disorder)
รูปแบบและความถี่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว มักสัมพันธ์กับความเครียดชัดเจนเกิดขึ้นซ้ำๆ บ่อยครั้ง และคาดเดาเวลาเกิดได้ยาก
ความกังวลล่วงหน้าเมื่ออาการสงบลง ความรู้สึกกลัวจะค่อยๆ จางหายไปมีความกังวลล่วงหน้านานเกินหนึ่งเดือนว่าจะเกิดอาการอีก
ผลต่อการใช้ชีวิตไม่กระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันในระยะยาวเริ่มหลีกเลี่ยงสถานที่และเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างชัดเจน
สถานะการวินิจฉัยถือเป็นปฏิกิริยาทางกาย ไม่จัดเป็นโรคทางจิตเวชจำเพาะจัดเป็นโรคทางจิตเวชตามคู่มือการวินิจฉัยมาตรฐาน
การพบในประชากรงานวิจัยชี้ให้เห็นว่าคนทั่วไปจำนวนมากเคยมีอาการนี้พบได้น้อยกว่า และควรได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ

หากคุณเคยมีอาการเพียงครั้งเดียวหลังอดนอนหรือเครียด นั่นอาจเป็นเพียงอาการตื่นตระหนกชั่วคราว แต่หากคุณกังวลตลอดเวลาจนไม่กล้าใช้ชีวิตตามปกติ อาการนั้นอาจเข้าข่ายของโรคแพนิค

ทำไมระบบประสาทจึงส่งสัญญาณเตือนภัยรุนแรงขึ้นมาเอง?

เมื่อสมองส่วนอะมิกดาลา (Amygdala) รับรู้ถึงสัญญาณบางอย่าง มันจะสั่งการระบบประสาทซิมพาเทติกทันที ทำให้หลั่งอะดรีนาลีน หัวใจเต้นเร็ว และหายใจตื้นขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมสู้หรือหนี ในผู้ที่เป็นโรคแพนิค ระบบนี้จะไวต่อสิ่งเร้าภายในร่างกายมากเกินไป เมื่อหัวใจเต้นเร็วขึ้นจากการขึ้นบันไดหรือดื่มกาแฟ สมองกลับตีความว่ากำลังจะเกิดอันตรายถึงชีวิต

ในภาวะปกติ ร่างกายจะอาศัยระบบประสาทพาราซิมพาเทติกเพื่อผ่อนคลายลง ซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับ เส้นประสาทเวกัส แต่เมื่อสมองยังคงสั่งการด้วยความกลัว กระบวนการฟื้นคืนความสงบจึงล่าช้าออกไป

วงจรความกลัวต่อความกลัวทำงานอย่างไรในชีวิตประจำวัน?

สิ่งที่หล่อเลี้ยงให้โรคแพนิคคงอยู่คือวงจรความคิดและพฤติกรรม เมื่อเกิดความรู้สึกทางกายขึ้น จิตใจมักด่วนสรุปไปในทางที่เลวร้ายที่สุด ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของ ความคิดบิดเบือน เช่น คิดว่าหัวใจกำลังจะหยุดเต้น ความคิดนี้จะไปกระตุ้นให้อะมิกดาลาหลั่งฮอร์โมนความเครียดเพิ่มขึ้น ทำให้อาการทางกายรุนแรงขึ้นตามไปจริง

เพื่อรับมือกับความกลัว หลายคนมักสร้างพฤติกรรมปลอดภัยลวงตา เช่น ต้องพกยาดม หรือไม่กล้าไปสถานที่แออัด แม้จะช่วยให้สบายใจชั่วขณะ แต่ในระยะยาวกลับทำให้สมองขาดโอกาสเรียนรู้ว่า ร่างกายสามารถปลอดภัยได้เองโดยไม่ต้องวิ่งหนี

ภาวะทางกายภาพใดบ้างที่ควรตรวจคัดกรองเพื่อความชัดเจน?

เนื่องจากอาการทางกายของโรคแพนิคมีความคล้ายคลึงกับโรคทางกายหลายชนิด จึงควรพบแพทย์เพื่อตรวจคัดกรองก่อนเสมอ:

  • ต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน: ทำให้ใจสั่น เหงื่อออก และกระสับกระส่าย
  • หัวใจเต้นผิดจังหวะ: ซึ่งจำเป็นต้องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เพื่อแยกโรค
  • ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ: ทำให้เกิดอาการวิงเวียน ใจสั่น และตื่นตระหนก
  • โรคกรดไหลย้อน: ทำให้รู้สึกแน่นหน้าอกหรือจุกแน่นลำคอคล้ายหายใจติดขัด

เมื่อตรวจทางการแพทย์แล้วไม่พบความผิดปกติทางกาย การทำ แบบทดสอบความวิตกกังวล จะช่วยให้มองเห็นระดับความตึงเครียดของตนเองได้ชัดเจนขึ้น

มีแนวทางดูแลตนเองและการบำบัดทางจิตวิทยาอย่างไรบ้าง?

แนวทางของสถาบัน National Institute for Health and Care Excellence (NICE) แนะนำการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม (CBT) เป็นทางเลือกหลักในการดูแลโรคแพนิค โดยเฉพาะเทคนิคการเผชิญหน้ากับความรู้สึกทางกาย (Interoceptive Exposure) เพื่อฝึกให้สมองคุ้นเคยกับอาการทางกายโดยไม่ตื่นกลัว

กุญแจสำคัญที่สุดในการหยุดวงจรของโรคแพนิคไม่ใช่การพยายามควบคุมหัวใจหรือห้ามไม่ให้เกิดความกลัว แต่คือการฝึกเผชิญหน้ากับความรู้สึกทางกายโดยไม่ตีความว่าเป็นหายนะ เพื่อเปิดโอกาสให้ระบบประสาทได้เรียนรู้ว่าร่างกายยังคงปลอดภัย

แนวทางปฏิบัติเพื่อฟื้นฟูสมดุลเมื่อรู้สึกถึงสัญญาณความตื่นตระหนก:

  1. รับรู้และบอกตนเองในใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือปฏิกิริยาของระบบประสาทชั่วคราว ไม่ใช่ภัยอันตราย
  2. ผ่อนลมหายใจออกให้ช้าและยาวกว่าลมหายใจเข้า เพื่อปรับสมดุลก๊าซในร่างกาย
  3. ดึงประสาทสัมผัสกลับมาอยู่กับสิ่งของรอบตัวเพื่อหยุดความคิดเตลิด
  4. ผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่เกร็งตัวบริเวณไหล่และกรามเพื่อส่งสัญญาณความผ่อนคลายสู่สมอง
  5. บันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อสังเกตความคิดและตัวกระตุ้น (สามารถอ่านแนวทางใน บันทึกอารมณ์ในแต่ละวัน)
  6. ค่อยๆ กลับไปทำกิจกรรมที่เคยหลีกเลี่ยงทีละน้อยเพื่อฟื้นคืนความมั่นใจ
  7. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเพื่อวางแผนการปรับวิธีคิดอย่างเหมาะสม

หากต้องการศึกษาขั้นตอนการรับมือเฉพาะหน้าในภาวะตื่นตระหนกเฉียบพลัน สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ใน คู่มือการรับมือเมื่อเกิดอาการแพนิค

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ใช่บริการตรวจวินิจฉัยหรือการรักษาทางการแพทย์ หากคุณมีอาการที่รบกวนชีวิตประจำวัน ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่มีใบประกอบวิชาชีพ สำหรับผู้ที่ต้องการพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจตนเอง คุณสามารถปรึกษากับนักจิตวิทยาที่ลงทะเบียนกับ Seansly Clinic ได้อย่างสะดวก โดยตรวจสอบ ค่าบริการนักจิตวิทยา ก่อนเริ่มกระบวนการ และหากมีความคิดทำร้ายตนเอง ขอให้ติดต่อสายด่วนสุขภาพจิต 1323 เพื่อรับความช่วยเหลือทันที

แบบประเมินที่เกี่ยวข้อง

ทีม Seansly

บทความนี้อ้างอิงกรอบแนวคิดและแหล่งที่มาที่ระบุชื่อไว้ และไม่ได้ผ่านการตรวจโดยแพทย์หรือนักจิตวิทยาคลินิก

กำลังมองหานักบำบัดที่ใช่อยู่หรือเปล่า?

รับข้อเสนอจากนักจิตวิทยา แล้วชำระเงินตรงถึงนักบำบัด Seansly ไม่เคยเก็บค่าคอมมิชชัน

ขอรับความช่วยเหลือ

บทความที่คุณอาจสนใจ

นักจิตวิทยาที่ใช่ ในภาษาของคุณเอง

คำขอเพียงครั้งเดียวจะนำข้อเสนอจากนักจิตวิทยามาให้คุณ คุณชำระเงินให้คนที่คุณเลือกโดยตรง โดยไม่มีค่าคอมมิชชัน